
เชือก หมุด กับกระดาษกองหนึ่ง สุดท้ายเด็กๆได้กลายเป็น นักออกแบบเมือง ที่สร้างเมืองให้สว่างขึ้นมาด้วย Projection Mapping ที่เด็ก ๆ ออกแบบกันเอง
เราอยากให้เด็ก ๆ ได้คิดแบบที่ใช้ได้จริง หยิบปัญหารอบตัว มาแยกเป็นชิ้นเล็ก ๆ มีมุมมองการแก้ปัญหาที่ดี จัดลำดับว่าอะไรต้องมาก่อน แล้วลงมือทำ ผู้ใหญ่เรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า Computational Thinking และเราได้หาวิธีให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้สิ่งนี้ผ่านการเล่นและสื่อที่คุ้นชินอยู่แล้ว เราเลยยื่นเชือก ดินน้ำมัน กระดาษ และเมืองทั้งเมืองที่จับต้องได้ให้เขา
ยื่นกระดานที่ปักหมุดไว้เต็มแผ่นกับเชือกหนึ่งเส้นให้เด็กสักคน แล้วดูผืนดินผืนแรกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาจากที่ว่าง ที่นี่ได้ลงมือทำตั้งแต่นาทีแรก เด็ก ๆ คล้องเชือกรอบหมุดบนกระดาน ดึงรูปทรงต่าง ๆ ออกมาจากพื้นที่ว่าง จนผืนดินถูกแบ่งเป็นแปลง ๆ มันเป็นเกมอยู่นานเลย กว่าจะมีใครเอ่ยคำว่าออกแบบ แล้วก็ตามมาด้วยสวนสาธารณะ ตามด้วยตึกที่มีหน้าต่างวาดด้วยสีเทียน และในตอนท้าย เมืองทั้งเมืองที่สว่างขึ้นมา
แล้วคำถามดี ๆ ก็มาถึง ในเมื่อมีที่ดินแล้ว ตรงไหนจะเป็นพื้นที่สีเขียว ตึกจะไปตั้งอยู่ตรงไหน แล้วโรงงานจะอยู่ที่ใด เด็ก ๆ เริ่มเติมสิ่งที่เขาคิดว่าควรอยู่ตรงนั้นลงไป ป่าตรงนี้ สวนตรงนั้น มีน้ำไหลผ่านตรงกลาง และตึกที่ผุดขึ้นตรงจุดที่เขาตัดสินใจเองว่าตึกควรผุดขึ้น

พอแบ่งผังเสร็จ แต่ละกลุ่มก็ได้คำถามที่ใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น ว่าเมืองนี้เป็นเมืองแบบไหนกันแน่ เมืองเศรษฐกิจ เมืองท่องเที่ยว หรือเมืองอุตสาหกรรม ตรงนี้แหละที่การคุยกันเริ่มขึ้นจริงจัง เด็กทั้งกลุ่มช่วยกันคิดว่าเมืองของพวกเขามีไว้เพื่ออะไร
จากบทสนทนานั้นได้ออกมาเป็นไอเดียการสร้างเมือง แต่ละเมืองมาพร้อมชื่อ บุคลิก และปัญหาที่เลือกจะแก้ นาคาศรีธรรมราช เป็นเมืองประเภทท่องเที่ยว ที่ตั้งใจแก้ปัญหาพลังงาน Neo town เป็นเมืองประเภทเศรษฐกิจ ที่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วน 90's town เลือกวัฒนธรรม แล้วขอแก้ปัญหารถติด ไม่มีใครยื่นโจทย์พวกนี้ให้ เด็กๆช่วยกันเขียนมันขึ้นมาเอง
และถึงเวลาลงมือทำ ดินน้ำมันสีเขียวถูกปั้นเป็นต้นไม้ กดแผ่ออกเป็นสนามหญ้า กระดาษถูกตัด พับ ระบายสี ขึ้นมาเป็นบ้าน เป็นหอนาฬิกา เป็นร้านค้าที่เขียนชื่อร้านพาดไว้เต็มหน้าตึก เราตั้งใจเตรียมสื่อไว้ให้หลากหลาย เพราะการเลือกว่าตึกหนึ่งหลังควรทำจากอะไร ก็เป็นการตัดสินใจเชิงออกแบบไปแล้ว และเป็นการตัดสินใจที่มือเล็ก ๆ แต่ไอเดียที่ใหญ่

ตรงนี้คือส่วนที่เราสนุกที่สุด เมืองที่เพิ่งสร้างเสร็จจะเริ่มตั้งคำถามกับคนที่สร้างมันขึ้นมา พื้นที่สีเขียวเหลือพอไหม แล้วคนจะเดินทางจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้นยังไง ของจะส่งเข้ามาทางไหน ไม่มีใครต้องพูดออกมาสักคำ เพราะมันอยู่ตรงนั้นบนกระดานแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่ตึกตั้งขึ้น
เด็กๆ ก็เลยกลับเข้าไปแก้ ถนนขยับ สวนขยายใหญ่ขึ้น ตึกที่ดูดีมากในห้านาทีแรกได้ย้ายไปอยู่ในที่ที่เหมาะกว่า ไม่มีใครหยุดมาตั้งชื่อให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเลย มีแค่การแก้เมืองของตัวเองไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะใช้งานได้จริง และนั่นแหละคือวงจรที่เราออกแบบเวิร์กช็อปทั้งงานขึ้นมาเพื่อมัน
คิด ลงมือทำ แก้ปัญหา คิด ลงมือทำ วนไปแบบนี้ นั่นแหละที่ทำให้มันกลายเป็นการเรียนรู้ที่สนุก
นัชชา จิระคุณ, ผู้ร่วมก่อตั้ง
และเพราะเมืองถูกสร้างร่วมกัน ทุกคนจึงได้ใช้การสื่อสาร ไปดูแปลงของกันและกัน แลกไอเดียกัน แล้วช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงให้เมืองทั้งเมืองดีที่สุด

พอทุกเมืองเสร็จ เราก็ดันมันมาต่อกันเป็นโมเดลยาวผืนเดียว หรี่ไฟลง แล้วเปิดโปรเจกเตอร์ ภาพที่ฉายลงไปนั้นเด็ก ๆ ออกแบบกันเอง แสงไหลลงบนหลังคากระดาษ แล้ววิ่งไปตามถนน โมเดลที่ทำจากกระดาษกับสีเทียนก็มีท้องฟ้ากลางคืนเป็นของตัวเองขึ้นมา
รถไฟฟ้า BTS วิ่งอยู่ในเมือง เครื่องบินร่อนลงจอดที่สนามบินของพวกเขา หนังกำลังฉายอยู่บนจอขนาดเท่าปลายเล็บ แม่น้ำขยับได้ นี่คือ wow factor ที่เด็กทุกคนรอคอย และมันเป็นของเขาเต็ม ๆ เพราะเด็ก ๆ วาดมันขึ้นมาเอง


การออกแบบเมืองเป็นงานของผู้ใหญ่เต็มตัว แต่พอเด็ก ๆ ได้กระบวนการที่พอดีกับมือของเขา เขาจะอยากทำให้เสร็จ อยากเห็นเมืองของตัวเองตั้งขึ้นมาจริง ๆ และอยากแก้ปัญหาของเมืองให้ได้ดีที่สุด สิ่งที่ได้กลับบ้านไปจึงใหญ่กว่าโมเดลหนึ่งชิ้น มันคือความเข้าใจว่าเมืองที่ดีควรมีอะไรอยู่ในนั้น และความรู้สึกว่าตัวเองนี่แหละคือคนที่สร้างมันขึ้นมาได้ ถ้าคุณกำลังคิดจะทำเวิร์กช็อปสำหรับเด็ก งานติดตั้งแบบอินเทอร์แอคทีฟ หรืองานอีเวนต์เด็กที่ทำงานแบบนี้ เราอยากฟังไอเดียของคุณ